<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>KruREM.com</title>
	<atom:link href="http://www.krurem.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.krurem.com</link>
	<description>ภาษาอังกฤษ ทัวร์ต่างประเทศ ท่องเที่ยวต่างประเทศ วีซ่า visa</description>
	<lastBuildDate>Mon, 23 Apr 2012 14:07:53 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.2</generator>
		<item>
		<title>ภ.อังกฤษ &#8220;ง่ายนิดเดียว&#8221;</title>
		<link>http://www.krurem.com/learn-english/english-grammar/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a4%e0%b8%a9-%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%a2/</link>
		<comments>http://www.krurem.com/learn-english/english-grammar/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a4%e0%b8%a9-%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%a2/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 10 Sep 2009 13:20:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>OHH</dc:creator>
				<category><![CDATA[Structure]]></category>
		<category><![CDATA[Learn English!]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.krurem.com/?p=10</guid>
		<description><![CDATA[สมัยเรียนมัธยม ชอบเรียนคำนวณ ชอบเรียนวิทยาสตร์ แต่ไม่ชอบเรียน ภาษาอังกฤษ ได้ยินคนผู้ใส่หูบ่อยๆ ว่า ภาษาอังกฤษไม่ใช้ภาษาพ่อ ภาษาแม่เรา ไม่ต้องสนใจหรอก พอนานๆเข้าก็เลยคิดตามนั้น ครูภาษาอังกฤษ เคยพูดทำนองน้อยใจว่า เธอไม่สนใจเรียนตอนนี้ โตขึ้นทำงานแล้วเธอจะนึกถึงครู!!!! ตอนนี้ ผมนึกถึงคุณครูแล้วคร๊าบบบบบบ KruRemmmmmm   Help me pleaseeeee]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignnone size-full wp-image-13" title="HelpMe" src="http://www.krurem.com/wp-content/uploads/2009/09/HelpMe.jpg" alt="HelpMe" width="500" height="703" /></p>
<p>สมัยเรียนมัธยม ชอบเรียนคำนวณ ชอบเรียนวิทยาสตร์ แต่ไม่ชอบเรียน ภาษาอังกฤษ</p>
<p><span id="more-10"></span>ได้ยินคนผู้ใส่หูบ่อยๆ ว่า ภาษาอังกฤษไม่ใช้ภาษาพ่อ ภาษาแม่เรา ไม่ต้องสนใจหรอก พอนานๆเข้าก็เลยคิดตามนั้น</p>
<p>ครูภาษาอังกฤษ เคยพูดทำนองน้อยใจว่า เธอไม่สนใจเรียนตอนนี้ โตขึ้นทำงานแล้วเธอจะนึกถึงครู!!!!</p>
<p>ตอนนี้ ผมนึกถึงคุณครูแล้วคร๊าบบบบบบ</p>
<p>KruRemmmmmm   Help me pleaseeeee</p>
<img src="http://www.krurem.com/?ak_action=api_record_view&id=10&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.krurem.com/learn-english/english-grammar/%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a4%e0%b8%a9-%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%a2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การฝึกความจำระยะยาว</title>
		<link>http://www.krurem.com/ohh-talks/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a2%e0%b8%b0%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a7/</link>
		<comments>http://www.krurem.com/ohh-talks/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a2%e0%b8%b0%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a7/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 10 Sep 2009 13:53:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>OHH</dc:creator>
				<category><![CDATA[เก็บมาเล่า]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.krurem.com/?p=17</guid>
		<description><![CDATA[มีข้อแนะนำกับเด็กๆ ที่อยากจะจดจำตำราให้ได้แม่นๆ พออ่านหนังสือจบแล้วให้ไปรีบนอนงีบให้หลับเสีย  นักวิจัยสมองของมหาวิทยาลัยไฮฟาของอิสราเอล ได้สำรวจพบว่า การนอนช่วยเก็บงำความจำระยะยาว โดยเฉพาะหากได้นอนกลางวันได้นาน 90 นาที จะได้ผลดีที่สุด ความจำระยะยาว หมายถึงความจำที่คงอยู่กับเราได้แรมปี อย่างเช่น การได้รับอุบัติเหตุทางรถ หรือความจำในวิธีการต่างๆ เช่น การฝึกตีกลอง มีรายงานผลการวิจัยในวารสาร “ประสาทวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ” ของสหรัฐฯว่า ได้ทำการศึกษาโดยการบอกให้กลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม จดจำวิธีการบางอย่าง หลังจากนั้นให้กลุ่มที่หนึ่งงีบตอนบ่ายไปนาน 1 ชม. พบว่ากลุ่มที่ได้งีบ แสดงให้เห็นว่าทำงานได้ดีขึ้นกว่าเดิมมาก ทั้งยังพบด้วยว่า การหลับชั่ว 90 นาที ช่วยให้สมองเก็บงำความจำระยะยาวได้เร็วขึ้นมาก]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>มีข้อแนะนำกับเด็กๆ ที่อยากจะจดจำตำราให้ได้แม่นๆ พออ่านหนังสือจบแล้วให้ไปรีบนอนงีบให้หลับเสีย </p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-18" title="Sleepy" src="http://www.krurem.com/wp-content/uploads/2009/09/Sleepy.jpg" alt="Sleepy" width="400" height="300" /></p>
<p><span id="more-17"></span>นักวิจัยสมองของมหาวิทยาลัยไฮฟาของอิสราเอล ได้สำรวจพบว่า การนอนช่วยเก็บงำความจำระยะยาว โดยเฉพาะหากได้นอนกลางวันได้นาน 90 นาที จะได้ผลดีที่สุด ความจำระยะยาว หมายถึงความจำที่คงอยู่กับเราได้แรมปี อย่างเช่น การได้รับอุบัติเหตุทางรถ หรือความจำในวิธีการต่างๆ เช่น การฝึกตีกลอง</p>
<p>มีรายงานผลการวิจัยในวารสาร “ประสาทวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ” ของสหรัฐฯว่า ได้ทำการศึกษาโดยการบอกให้กลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม จดจำวิธีการบางอย่าง หลังจากนั้นให้กลุ่มที่หนึ่งงีบตอนบ่ายไปนาน 1 ชม. พบว่ากลุ่มที่ได้งีบ แสดงให้เห็นว่าทำงานได้ดีขึ้นกว่าเดิมมาก ทั้งยังพบด้วยว่า การหลับชั่ว 90 นาที ช่วยให้สมองเก็บงำความจำระยะยาวได้เร็วขึ้นมาก</p>
<img src="http://www.krurem.com/?ak_action=api_record_view&id=17&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.krurem.com/ohh-talks/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a2%e0%b8%b0%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a7/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>8 ตัวอย่างภาษาอังกฤษแบบผิดๆ ที่ฮิตติดปากคนไทย</title>
		<link>http://www.krurem.com/learn-english/8-%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%9c/</link>
		<comments>http://www.krurem.com/learn-english/8-%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%9c/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 10 Sep 2009 13:59:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>OHH</dc:creator>
				<category><![CDATA[Learn English!]]></category>
		<category><![CDATA[เก็บมาเล่า]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.krurem.com/?p=21</guid>
		<description><![CDATA[ในปัจจุบันมีคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษที่คนไทยใช้กันจนติดปากอยู่มากมาย แต่คุณเคยรู้ไหมว่ามีบางคำที่ฝรั่งเค้าไม่ได้ใช้อย่างที่เราพูดกันติดปาก ผมจึงเสนอคำศัพท์สัก 10 ตัวอย่างที่คนไทยมักใช้อย่างผิดๆพร้อมทั้งคำที่ถูกต้องซึ่งคุณควรนำไปใช้เวลาคุยกับฝรั่ง เริ่มเลยแล้วกันครับ 1) อินเทรนด์ (in trend) คำนี้อินเทรนด์มากๆ เอ๊ย&#8230;ฮิตมากๆ ในปัจจุบัน สามารถได้ยินตามรายการวิทยุหรือโทรทัศน์ทั่วไป เพราะใช้กันทั่วบ้านทั่วเมือง เช่น เด็กสมัยนี้ถ้าจะให้อินเทรนด์ต้องตามแฟชั่นเกาหลี ซึ่งบางทีเวลาคุณต้องการพูดว่า &#8220;มันทันสมัย&#8221; คุณอาจจะติดปากว่า &#8220;It is in trend.&#8221; คำว่า &#8220;ทันสมัย&#8221; ฝรั่งเค้าไม่ใช้คำว่า &#8220;in trend&#8221; อย่างคนไทยหรอกครับ เค้าจะใช้คำว่า &#8220;trendy&#8221; หรือ &#8220;fashionable&#8221; ซึ่งเป็นคำคุณศัพท์ที่คุณสามารถวางไว้หน้าคำนามที่ต้องการขยาย เช่น a trendy haircut ทรงผมที่ทันสมัย, a fashionable restaurant ร้านอาหารที่ทันสมัย หรือจะไว้หลัง verb to be เช่น It is trendy. หรือ It is [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ในปัจจุบันมีคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษที่คนไทยใช้กันจนติดปากอยู่มากมาย แต่คุณเคยรู้ไหมว่ามีบางคำที่ฝรั่งเค้าไม่ได้ใช้อย่างที่เราพูดกันติดปาก ผมจึงเสนอคำศัพท์สัก 10 ตัวอย่างที่คนไทยมักใช้อย่างผิดๆพร้อมทั้งคำที่ถูกต้องซึ่งคุณควรนำไปใช้เวลาคุยกับฝรั่ง เริ่มเลยแล้วกันครับ</p>
<p><span id="more-21"></span><img class="alignnone size-full wp-image-24" title="speakorgetout" src="http://www.krurem.com/wp-content/uploads/2009/09/speakorgetout.gif" alt="speakorgetout" width="450" height="566" /></p>
<p>1) อินเทรนด์ (in trend) คำนี้อินเทรนด์มากๆ เอ๊ย&#8230;ฮิตมากๆ ในปัจจุบัน สามารถได้ยินตามรายการวิทยุหรือโทรทัศน์ทั่วไป เพราะใช้กันทั่วบ้านทั่วเมือง เช่น เด็กสมัยนี้ถ้าจะให้อินเทรนด์ต้องตามแฟชั่นเกาหลี ซึ่งบางทีเวลาคุณต้องการพูดว่า &#8220;มันทันสมัย&#8221; คุณอาจจะติดปากว่า &#8220;It is in trend.&#8221; คำว่า &#8220;ทันสมัย&#8221; ฝรั่งเค้าไม่ใช้คำว่า &#8220;in trend&#8221; อย่างคนไทยหรอกครับ เค้าจะใช้คำว่า &#8220;trendy&#8221; หรือ &#8220;fashionable&#8221; ซึ่งเป็นคำคุณศัพท์ที่คุณสามารถวางไว้หน้าคำนามที่ต้องการขยาย เช่น a trendy haircut ทรงผมที่ทันสมัย, a fashionable restaurant ร้านอาหารที่ทันสมัย หรือจะไว้หลัง verb to be เช่น It is trendy. หรือ It is fashionable. ก็ได้</p>
<p>2) เว่อร์ (over) เช่น ใยคนนั้นทำอะไรเว่อร์ๆ She is over. ไม่มีความหมายแต่อย่างใดในภาษาอังกฤษ ฝรั่งที่ได้ยินคุณพูดเช่นนี้ คงมึนตึบ พร้อมทำสีหน้างงว่ามันหมายถึงอะไรเหรอ? พูดถึงคำนี้ คนไทยน่าจะหมายถึงการพูดเกินจริงหรือทำเกินจริง ซึ่งถ้าพูดเกินจริง ควรจะใช้คำศัพท์ที่ว่า &#8220;exaggerate&#8221; เป็นคำกิริยา อ่านว่า เอก-แซ้ก-เจ่อ-เรท เช่น</p>
<p>&#8220;He said you walked 30 miles.&#8221; เค้าบอกว่าคุณเดินตั้ง 30 ไมล์<br />
&#8220;No &#8211; he&#8217;s exaggerating. It was only about 15.&#8221; ไม่หรอก เค้าพูดเว่อร์ (เกินจริง) มันก็แค่ 15 ไมล์เอง</p>
<p>ดังนั้น ถ้าจะบอกว่า เธอพูดเว่อร์น่ะ ก็บอกว่า You&#8217;re exaggerating. หรือจะบอกเค้าว่า อย่าพูดเว่อร์ๆ น่ะ อาจใช้ว่า Don&#8217;t exaggerate. ส่วนอาการเว่อร์อีกแบบคือการทำเกินจริง เราจะใช้คำกิริยาที่ว่า &#8220;overact&#8221; เช่น You&#8217;re overacting. เธอทำเว่อร์เกิน (แสดงอารมณ์เกินจริง)</p>
<p>3) ดูหนัง soundtrack เวลาคุณจะบอกใครว่า ฉันต้องการดูหนังฝรั่งที่พากย์ภาษาอังกฤษ อย่าพูดว่า &#8220;I want to watch a soundtrack film.&#8221; แต่ควรจะใช้ว่า &#8220;I want to watch an English film.&#8221; เพราะความหมายของคำว่า &#8220;soundtrack&#8221; คือ ดนตรีที่อยู่ในภาพยนตร์ ต่างหากล่ะครับ<br />
ถ้าเราจะพูดถึงหนังฝรั่งที่พากย์เสียงภาษาไทย เราต้องบอกว่า &#8220;I want to watch an English film that is dubbed into Thai.&#8221; เพราะคำกิริยาว่า &#8220;dub&#8221; คือพากย์เสียงจากต้นแบบในหนังหรือรายการโทรทัศน์ไปเป็นภาษาอื่น<br />
ส่วนหนังที่มีคำบรรยายใต้ภาพเราเรียกว่า &#8220;a subtitled film&#8221; ซึ่งคำบรรยายที่อยู่ใต้ภาพ เราเรียกว่า &#8220;subtitles&#8221; (ต้องมี s ต่อท้ายเสมอนะครับ) เช่น a French film with English subtitles หนังฝรั่งเศสที่มีคำบรรยายใต้ภาพเป็นภาษาอังกฤษ</p>
<p>หนังบางเรื่องจะมีคำบรรยายใต้ภาพเป็นภาษาเดียวกับที่นักแสดงพูด เรามีศัพท์เรียกเฉพาะว่า &#8220;closed-captioned films/คำหวงห้าม/television programs&#8221; หรือ อาจเขียนย่อๆ ว่า &#8220;CC&#8221; เช่น You should watch a closed-captioned film to improve your English. คุณควรจะดูหนังฝรั่งที่มีคำบรรยายภาษาอังกฤษเพื่อพัฒนาภาษาอังกฤษของคุณ</p>
<p>4) นักศึกษาปี 1 คนไทยมักเรียกว่า &#8220;freshy&#8221; ซึ่งฝรั่งไม่รู้เรื่องหรอกครับ เพราะไม่มีการบัญญัติศัพท์คำนี้ในภาษาอังกฤษ เค้าจะใช้คำว่า &#8220;fresher&#8221; หรือ &#8220;freshman&#8221; เช่น He is a fresher. หรือ He is a freshman. หรือ He is a first-year student. เขาเป็นนักศึกษาปี 1 ส่วนปีอื่นๆ คนไทยเรียกถูกแล้วครับ คือ ปี 2 เราเรียก a sophomore, ปี 3 เรียกว่า a junior และ ปี 4 เรียกว่า a senior</p>
<p>5) อัดหรือบันทึก คนไทยมักพูดทับศัพท์ว่า เร็คคอร์ด (record) คำๆ นี้สามารถเป็นได้ทั้งคำนามและคำกิริยา เพียงแค่เปลี่ยนตำแหน่ง stress กล่าวคือ ถ้าจะใช้เป็นคำนามที่แปลว่า แผ่นเสียงหรือสถิติ ให้ขึ้นเสียงสูงที่พยางค์แรก คือ &#8220;เร็ค-คอร์ด&#8221; เช่น He wants to buy a record. เขาต้องการซื้อแผ่นเสียง, I broke my own record. ฉันทำลายสถิติของฉันเอง แต่ถ้าคุณจะหมายถึงคำกิริยาที่แปลว่า อัดหรือบันทึก ต้อง stress พยางค์หลัง ซึ่งจะอ่านว่า &#8220;รี-คอร์ด&#8221; เช่น I&#8217;ll record the film and we can all watch it later. ฉันจะอัดหนัง เราจะได้เก็บไว้ดูทีหลังได้ ส่วนเครื่องบันทึก เราเรียกว่า &#8220;recorder&#8221; อ่านว่า รี-คอร์-เดอร์</p>
<p>6) ต่างคนต่างจ่าย เรามักใช้ American share รับรองว่าฝรั่ง(ต่อให้เป็นชาวอเมริกันด้วยครับ) ได้ยินแล้ว งงแน่นอน ถ้าคุณจะหมายถึงต่างคนต่างจ่ายให้ใช้ว่า &#8220;Let&#8217;s go Dutch.&#8221; หรือ &#8220;Go Dutch (with somebody).&#8221; อันนี้ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นธรรมเนียมของชาวดัตช์หรือเปล่า? ที่ต่างคนต่างจ่ายเลยมีสำนวนอย่างนี้ หรือคุณอาจจะบอกตรงๆ เลยว่า &#8220;You pay for yourself.&#8221; คือเป็นอันรู้กันว่าต่างคนต่างจ่าย แต่ถ้าคุณต้องการเป็นเจ้ามือ(ไม่ใช่เล่นไพ่นะครับ)เลี้ยงมื้อนี้เอง คุณควรพูดว่า &#8220;It&#8217;s my treat this time.&#8221; หรือ &#8220;My treat.&#8221; หรือ &#8220;It&#8217;s on me.&#8221; หรือ &#8220;All is on me.&#8221; หรือ &#8220;I&#8217;ll pay for you this time.&#8221; ทั้งหมดแปลว่า มื้อนี้ฉันจ่ายเอง ส่วนถ้าจะบอกเพื่อนว่า คราวหน้าแกค่อยเลี้ยงฉันคืน ให้บอกว่า &#8220;It&#8217;s your treat next time.&#8221;</p>
<p>7) ขอฉันแจม (jam) ด้วยคน ในกรณีนี้คำว่า &#8220;แจม&#8221; น่าจะหมายถึง &#8220;ร่วมด้วย&#8221; เช่น We are going to eat outside. Do you want to jam? เรากำลังจะออกไปกินข้าวข้างนอก เธอจะไปด้วยมั้ย? ในภาษาอังกฤษไม่ใช้คำว่า jam ในกรณีแบบนี้ ซึ่งควรจะใช้ว่า &#8220;Do you want to join us?&#8221;, &#8220;Do you want to come with us?&#8221; หรือ &#8220;Do you want to come along?&#8221; จะดีกว่าครับ</p>
<p> <img src='http://www.krurem.com/wp-includes/images/smilies/icon_cool.gif' alt='8)' class='wp-smiley' /> เขามีแบ็ค (back) ดี &#8220;He has a good back.&#8221; ฝรั่งคงงงว่ามันเกี่ยวอะไรกับข้างหลังของเค้า เพราะ back แปลว่า หลัง (อวัยวะ) แต่คุณกำลังจะพูดถึงมีคนคอยสนับสนุน ซึ่งต้องใช้ &#8220;a backup&#8221; ซึ่งหมายถึง คนหรือสิ่งของที่ช่วยสนับสนุน ช่วยเหลือ เกื้อกูล เป็นกำลังใจให้</p>
<img src="http://www.krurem.com/?ak_action=api_record_view&id=21&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.krurem.com/learn-english/8-%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%9c/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>นายกญี่ปุ่นฝึกพูดภาษาอังกฤษ</title>
		<link>http://www.krurem.com/learn-english/%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%8d%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%9e%e0%b8%b9%e0%b8%94%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%ad/</link>
		<comments>http://www.krurem.com/learn-english/%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%8d%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%9e%e0%b8%b9%e0%b8%94%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%ad/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 10 Sep 2009 14:22:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>OHH</dc:creator>
				<category><![CDATA[Learn English!]]></category>
		<category><![CDATA[เก็บมาเล่า]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.krurem.com/?p=27</guid>
		<description><![CDATA[นายกญี่ปุ่นต้องไปเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติมก่อนพบโอบามา ก็เรียนเรื่องคำทักทายง่ายๆ เช่น สบายดีมั๊ย ถ้าอีกฝ่ายตอบว่าสบายดี แล้วคุณล่ะเป็นไงบ้าง (i&#8217;m fine thank you, and you?) ให้ตอบว่า ผมก็สบายดีเหมือนกัน (me too) แต่ในสถานการณ์จริงไม่ใช่อย่างนั้น ลองอ่านดูครับว่าเป็นยังไงดูครับ ฮาดี  ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignnone size-full wp-image-36" title="nice-to-meet-japan" src="http://www.krurem.com/wp-content/uploads/2009/09/nice-to-meet-japan.gif" alt="nice-to-meet-japan" width="300" height="300" /></p>
<p>นายกญี่ปุ่นต้องไปเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติมก่อนพบโอบามา<br />
ก็เรียนเรื่องคำทักทายง่ายๆ เช่น สบายดีมั๊ย<br />
ถ้าอีกฝ่ายตอบว่าสบายดี แล้วคุณล่ะเป็นไงบ้าง (i&#8217;m fine thank you, and you?) ให้ตอบว่า ผมก็สบายดีเหมือนกัน (me too)</p>
<p>แต่ในสถานการณ์จริงไม่ใช่อย่างนั้น<br />
ลองอ่านดูครับว่าเป็นยังไงดูครับ ฮาดี</p>
<p><span id="more-27"></span></p>
<p> <img class="alignnone size-full wp-image-29" title="pm_japan" src="http://www.krurem.com/wp-content/uploads/2009/09/pm_japan.jpg" alt="pm_japan" width="612" height="486" /></p>
<img src="http://www.krurem.com/?ak_action=api_record_view&id=27&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.krurem.com/learn-english/%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%8d%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%9e%e0%b8%b9%e0%b8%94%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%ad/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พูดภาษาฝรั่งให้เก่ง&#8230;ไม่ไกลเกินฝัน</title>
		<link>http://www.krurem.com/learn-english/%e0%b8%9e%e0%b8%b9%e0%b8%94%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%9d%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%87-%e0%b9%84%e0%b8%a1/</link>
		<comments>http://www.krurem.com/learn-english/%e0%b8%9e%e0%b8%b9%e0%b8%94%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%9d%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%87-%e0%b9%84%e0%b8%a1/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 18 Sep 2009 21:01:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>OHH</dc:creator>
				<category><![CDATA[Learn English!]]></category>
		<category><![CDATA[เก็บมาเล่า]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.krurem.com/?p=53</guid>
		<description><![CDATA[ประเทศไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศทั่วโลกที่มีภาษาราชการภาษาเดียวคือ ภาษาไทย และส่งเสริมให้เยาวชนของประเทศเรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองตั้งแต่ปีแรกที่เข้าชั้นเรียนชั้นอนุบาล ต่างจากประเทศอื่นๆ ที่มีภาษาราชการที่ไม่ใช้ภาษาอังกฤษเหมือนกัน และส่วนมากเยาวชนจะเริ่มเรียนภาษาที่สองเมื่อเข้าเรียนในระดับประถมปลายแล้วเท่านั้น แต่ทำไมคนไทยส่วนมากที่เรียนภาษาอังกฤษมาตั้งแต่เด็กยังไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีเท่าที่ควร อย่างแรกเลยคงเป็นเพราะว่าเราเรียนแบบท่องศัพท์ จำหลักไวยากรณ์ ฝึกอ่านและเขียนเป็นหลัก เราใช้เวลาในการฝึกทักษะในการฟังและพูดน้อยมาก เมื่อเทียบกับอีกสองทักษะ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? เคยสงสัยไหมว่า คนที่การศึกษาน้อย แต่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีกว่าคนทำงานใน ออฟฟิศ ทั้งๆ ที่จบการศึกษาต่ำกว่า? คำตอบง่ายๆ ก็คือ “ความพยายาม” ของคนเราไม่เท่ากัน คนที่จำเป็นต้องดิ้นรนเพื่อให้สามารถสื่อสารได้ แต่คนที่มีการศึกษาสูงแต่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ แม้จะเรียนมาเยอะกว่าก็อาจไม่สามารถสื่อสารได้ดีเท่า อีกอย่างหนึ่งก็คือ “ความมั่นใจ” การที่เราเรียนมาเยอะทำให้เรารู้ว่าอะไรผิด อะไรถูก ซึ่งเป็นการสร้างเงื่อนไขหรือสิ่งกีดขวางให้เราไม่มั่นใจที่จะพูด เกิดความไม่แน่ใจว่าที่เราจะพูดนั้นผิด หรือถูก ไม่ชอบความเสี่ยง เลี่ยงการสื่อสารนั้นโดยใช้คำพูดง่ายๆ ที่มั่นใจว่าถูกแน่ๆ คือ “No, I can’t speak English.” ประมาณว่าฝรั่งฟังแล้วคงงงว่า อ้าวก็พูดถูกนี่ แล้วทำไมไม่พูดกะเราหว่า แต่ทักษะในการพูดภาษาอังกฤษเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในปัจจุบัน เพราะการที่จะได้ทำงานดีๆ ได้เงินดีๆ นั้นจำเป็นที่จะต้องสื่อสารภาษาอังกฤษได้ และได้ในระดับที่ดีด้วย เราทุกคนที่ศึกษาจบในระดับปริญญาตรี ส่วนมากจะสามารถอ่านและขียนภาษาอังกฤษได้ในระดับหนึ่ง การพูดนั้นไม่ได้แตกต่างอะไรมากนักจากการเขียน เพียงแต่ต้องการความรวดเร็ว การที่เราจะพูดภาษาอังกฤษได้ดีนั้นคือ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignnone size-full wp-image-54" title="speaking english" src="http://www.krurem.com/wp-content/uploads/2009/09/speaking-english.jpg" alt="speaking english" width="400" height="300" /></p>
<p>ประเทศไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศทั่วโลกที่มีภาษาราชการภาษาเดียวคือ ภาษาไทย และส่งเสริมให้เยาวชนของประเทศเรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองตั้งแต่ปีแรกที่เข้าชั้นเรียนชั้นอนุบาล ต่างจากประเทศอื่นๆ ที่มีภาษาราชการที่ไม่ใช้ภาษาอังกฤษเหมือนกัน และส่วนมากเยาวชนจะเริ่มเรียนภาษาที่สองเมื่อเข้าเรียนในระดับประถมปลายแล้วเท่านั้น แต่ทำไมคนไทยส่วนมากที่เรียนภาษาอังกฤษมาตั้งแต่เด็กยังไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีเท่าที่ควร<span id="more-53"></span></p>
<p>อย่างแรกเลยคงเป็นเพราะว่าเราเรียนแบบท่องศัพท์ จำหลักไวยากรณ์ ฝึกอ่านและเขียนเป็นหลัก เราใช้เวลาในการฝึกทักษะในการฟังและพูดน้อยมาก เมื่อเทียบกับอีกสองทักษะ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?</p>
<p>เคยสงสัยไหมว่า คนที่การศึกษาน้อย แต่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีกว่าคนทำงานใน ออฟฟิศ ทั้งๆ ที่จบการศึกษาต่ำกว่า? คำตอบง่ายๆ ก็คือ “ความพยายาม” ของคนเราไม่เท่ากัน คนที่จำเป็นต้องดิ้นรนเพื่อให้สามารถสื่อสารได้ แต่คนที่มีการศึกษาสูงแต่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ แม้จะเรียนมาเยอะกว่าก็อาจไม่สามารถสื่อสารได้ดีเท่า</p>
<p>อีกอย่างหนึ่งก็คือ “ความมั่นใจ” การที่เราเรียนมาเยอะทำให้เรารู้ว่าอะไรผิด อะไรถูก ซึ่งเป็นการสร้างเงื่อนไขหรือสิ่งกีดขวางให้เราไม่มั่นใจที่จะพูด เกิดความไม่แน่ใจว่าที่เราจะพูดนั้นผิด หรือถูก ไม่ชอบความเสี่ยง เลี่ยงการสื่อสารนั้นโดยใช้คำพูดง่ายๆ ที่มั่นใจว่าถูกแน่ๆ คือ “No, I can’t speak English.” ประมาณว่าฝรั่งฟังแล้วคงงงว่า อ้าวก็พูดถูกนี่ แล้วทำไมไม่พูดกะเราหว่า</p>
<p>แต่ทักษะในการพูดภาษาอังกฤษเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในปัจจุบัน เพราะการที่จะได้ทำงานดีๆ ได้เงินดีๆ นั้นจำเป็นที่จะต้องสื่อสารภาษาอังกฤษได้ และได้ในระดับที่ดีด้วย เราทุกคนที่ศึกษาจบในระดับปริญญาตรี ส่วนมากจะสามารถอ่านและขียนภาษาอังกฤษได้ในระดับหนึ่ง การพูดนั้นไม่ได้แตกต่างอะไรมากนักจากการเขียน เพียงแต่ต้องการความรวดเร็ว การที่เราจะพูดภาษาอังกฤษได้ดีนั้นคือ การพูดภาษาอังกฤษอย่างคล่องแคล่ว คือ การพูดที่ชัดเจน และ การออกเสียงที่ถูกต้อง ไม่ใช่ความเร็วในการพูด</p>
<p>การพูดให้ได้อย่างคล่องแคล่วนั้น ที่เราควรทำก็คือ (1) เลือกโครงสร้างและคำศัพท์ตามวัตถุประสงค์ที่เราต้องการ เช่น เพื่อการทำงาน เพื่อธุรกิจ หรือเพื่อการศึกษา เป็นต้น ที่ต้องเลือกก็เพราะเราไม่สามารถเรียนรู้ทุกอย่างได้ เมื่อเลือกแล้วเราอาจสร้างคลังคำศัพท์ไม่ใช่ด้วยการท่องจำเท่านั้น แต่ต้องด้วยการฝึกฝนการออกเสียงและเรียนรู้วิธีการใช้คำนั้นๆ รูปประโยคนั้นๆ จากสิ่งรอบๆ ตัว เช่น ดูภาพยนตร์ไม่พากย์ภาษาไทย ฟังเพลง ดูข่าวต่างประเทศ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเพิ่มความแม่นยำและถูกต้องในการพูดของเรานั่นเอง ในการเรียนรู้นี้เราอาจตั้งเป้าไว้ว่า เราจะเรียนรู้ศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของเราอย่างน้อยวันละ 10 คำ รวมถึงวิธีการใช้และการออกเสียงที่ถูกต้องด้วย จากนั้น (2) เราควรหาโอกาสฝึกฝนการพูดของเรา การออกเสียงของเราให้ถูกต้องให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับตัวเรา</p>
<p>นอกจากความคล่องแคล่วในการพูดแล้ว อีกอย่างหนึ่งที่ใครหลายๆ กังวลกันมาก คือ สำเนียงในการพูดของเรานั่นเอง กลัวใครๆ เขาว่า “เธอพูดภาษาอังกฤษสำเนียงไทยจัง” “อุ๊ย! ทำไมเธอพูดภาษาอังกฤษสำเนียงแปลกจัง” อย่าไปกลัวคำพูดเหล่านี้ ไม่มีใครในโลกนี้ที่พูดภาษาอังกฤษโดยไม่มี Accent ฝรั่งอังกฤษแท้ๆ อย่าง Queen Elizabeth ยังพูดสำเนียงที่ฝรั่งเรียกว่า “Posh English”, คนลอนดอนก็พูดสำเนียง “Londoner”, คนอเมริกันก็มีสำเนียง “Californian”, คนออสเตรเลียก็พูดสำเนียง “Aussi” ไม่ว่าจะเป็น British English หรือ American English ก็เป็นสำเนียงเหมือนกัน ตราบใดที่การออกเสียง (Pronunciation) ของเราถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็น การเน้นเสียง ที่พยางค์ต่างๆ การออกเสียงตัวอักษร เช่น s z th r l และอื่นๆ อย่างถูกต้อง ก็ถือว่าเราสามารถสื่อสารได้ดีในระดับหนึ่งแล้ว</p>
<p>หากเราอยากพูดให้เหมือนฝรั่งจริงๆ ขอแนะนำว่า (1) เลือกแม่แบบก่อน ไม่ว่าจะเป็น American English, British English, Australian English หรือแม้แต่ Canadian English เพื่อไม่ให้เราสับสน (2) เมื่อเลือกได้แล้ว เราควรฝึกแบบที่เรียกว่า “Imitation” หรือการฝึกเลียนเสียงจากต้นฉบับ เริ่มจากการฝึกฟัง แล้วหัดพูดตาม หัดเลียนเสียงจากต้นฉบับ</p>
<p>ข้อควรระวังในการหัดเลียนเสียงนี้ก็คือ ฝรั่งแต่ละคนออกเสียงไม่เหมือนกันค่ะ ซึ่งอาจทำให้เราสับสนได้ ที่เราต้องระวังไว้ก็คือ การพูดภาษาอังกฤษ คือ การพูดไม่จำเป็นต้องใส่จริตลงไปมาก การที่เราพยายามใส่จริตลงไปอาจทำให้ผู้ฟังงงแทนที่จะเข้าใจสิ่งที่เราพยายามสื่อสาร<br />
แต่ใช้วิธีการพูดแล้วเน้นทุกพยางค์อย่างชัดเจนทำให้สามารถเข้าใจง่ายกว่าที่เราไปใส่จริตแล้วกลายเป็นเน้นในที่แปลกๆ แทน ซึ่งทำให้ความหมายของคำเพี้ยนไปเลย</p>
<p>อย่างหนึ่งที่อยากให้เราทุกคนระลึกไว้ว่า สำเนียงเป็นสิ่งที่บอกว่า เรามาจากที่ไหน เหมือนคนเหนือ คนอีสาน คนสุพรรณ ที่เวลาพูดภาษากลางจะมีสำเนียงของตัวเอง ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ผิด การที่พูดแล้วคนบอกว่าดูไทยจังนั้น เราควรภูมิใจค่ะว่า เราเป็นคนไทย เราก็พูดแบบไทยๆ เหมือนคนอินเดียพูดภาษาอังกฤษแบบอินเดีย คนสิงคโปร์พูดภาษาอังกฤษแบบสิงคโปร์ คนฮ่องกงเขาก็พูดภาษาอังกฤษแบบคนฮ่องกง สิ่งที่ต้องทำให้ได้คือ พูดให้คล่องแคล่วชัดเจนและถูกต้องดีกว่าค่ะ</p>
<p>ที่มา : ข่าวจาก นสพ.บางกอกทูเดย์ <a href="http://www.bangkok-today.com/node/275">http://www.bangkok-today.com/node/275</a></p>
<img src="http://www.krurem.com/?ak_action=api_record_view&id=53&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.krurem.com/learn-english/%e0%b8%9e%e0%b8%b9%e0%b8%94%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%9d%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%87-%e0%b9%84%e0%b8%a1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ศิลปะการเป็นผู้นำ คือ การพูดคำว่าไม่!</title>
		<link>http://www.krurem.com/ohh-talks/%e0%b8%a8%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%9b%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%b3-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad-%e0%b8%81%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://www.krurem.com/ohh-talks/%e0%b8%a8%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%9b%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%b3-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad-%e0%b8%81%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 18 Sep 2009 21:20:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>OHH</dc:creator>
				<category><![CDATA[เก็บมาเล่า]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.krurem.com/?p=57</guid>
		<description><![CDATA[โทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีหลายสมัยของอังกฤษกล่าวไว้ว่า ‘ศิลปะการเป็นผู้นำไม่ได้อยู่ที่การพูดคำว่า ใช่ แต่อยู่ที่การพูดคำว่า ไม่’ ‘ไม่’ เป็นถ้อยคำทรงพลังที่สุดทั้งในด้านสร้างสรรค์และทำลาย ซึ่งคนส่วนใหญ่ลำบากใจต้องพูดออกมา แต่หากรู้วิธีใช้อย่างถูกต้อง การปฏิเสธก็เป็นขุมพลังที่สามารถพลิกชีวิตให้ดีขึ้นได้ราวกับพลิกฝ่ามือ การปฏิเสธเป็นเรื่องที่ผู้คนให้ความสนใจตลอดมา แต่ไม่มียุคไหนสมัยไหนที่ทักษะในการปฏิเสธจะมีความสำคัญมากเท่ากับยุคปัจจุบัน การปฏิเสธจึงเป็นสิ่งที่ท้าทายยิ่งนัก โดยเฉพาะบรรดาผู้นำทั้งหลาย! เมื่อหลายปีก่อน ผมเคยมีโอกาสเข้าฟังการบรรยายของนักเจรจาชาวอเมริกันผู้มีฝีปากระดับโลก วิลเลียม ยูรีย์ เจ้าของหนังสือขายดีหลายเล่ม อาทิเช่น Getting to Yes, Getting Past No  แปลโดย น.พ. วันชัย วัฒนศัพท์ และเล่มล่าสุด คือ The Power of a Positive No! ในชื่อภาษาไทย พลังแห่งการปฏิเสธ แปลโดยคุณสีนวล ฤกษ์สิรินุกูล บอกได้คำเดียวว่า ประทับใจในความสามารถและประสบการณ์ของวิลเลียม ยูรีย์ที่ถ่ายทอดผ่านตัวหนังสือ และที่สำคัญ เคล็ดลับเหล่านั้นสามารถนำมาใช้ลดความขัดแย้ง และความรุนแรงที่กำลังเกิดขึ้นในบ้านเราได้อย่างดี กุญแจสำคัญของการปฏิเสธเชิงบวก คือ การเคารพนับถือในตนเองและสิ่งที่สำคัญ ซึ่งต่างจากการตามใจตัวเอง ขณะเดียวกันก็แตกต่างจากการโต้แย้ง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignnone size-full wp-image-60" title="no-is-yes" src="http://www.krurem.com/wp-content/uploads/2009/09/no-is-yes1.jpg" alt="no-is-yes" width="366" height="473" /></p>
<p>โทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีหลายสมัยของอังกฤษกล่าวไว้ว่า ‘ศิลปะการเป็นผู้นำไม่ได้อยู่ที่การพูดคำว่า ใช่ แต่อยู่ที่การพูดคำว่า ไม่’</p>
<p>‘ไม่’ เป็นถ้อยคำทรงพลังที่สุดทั้งในด้านสร้างสรรค์และทำลาย ซึ่งคนส่วนใหญ่ลำบากใจต้องพูดออกมา แต่หากรู้วิธีใช้อย่างถูกต้อง การปฏิเสธก็เป็นขุมพลังที่สามารถพลิกชีวิตให้ดีขึ้นได้ราวกับพลิกฝ่ามือ<span id="more-57"></span></p>
<p>การปฏิเสธเป็นเรื่องที่ผู้คนให้ความสนใจตลอดมา แต่ไม่มียุคไหนสมัยไหนที่ทักษะในการปฏิเสธจะมีความสำคัญมากเท่ากับยุคปัจจุบัน การปฏิเสธจึงเป็นสิ่งที่ท้าทายยิ่งนัก โดยเฉพาะบรรดาผู้นำทั้งหลาย!</p>
<p>เมื่อหลายปีก่อน ผมเคยมีโอกาสเข้าฟังการบรรยายของนักเจรจาชาวอเมริกันผู้มีฝีปากระดับโลก วิลเลียม ยูรีย์ เจ้าของหนังสือขายดีหลายเล่ม อาทิเช่น Getting to Yes, Getting Past No  แปลโดย น.พ. วันชัย วัฒนศัพท์ และเล่มล่าสุด คือ The Power of a Positive No! ในชื่อภาษาไทย พลังแห่งการปฏิเสธ แปลโดยคุณสีนวล ฤกษ์สิรินุกูล บอกได้คำเดียวว่า ประทับใจในความสามารถและประสบการณ์ของวิลเลียม ยูรีย์ที่ถ่ายทอดผ่านตัวหนังสือ และที่สำคัญ เคล็ดลับเหล่านั้นสามารถนำมาใช้ลดความขัดแย้ง และความรุนแรงที่กำลังเกิดขึ้นในบ้านเราได้อย่างดี</p>
<p>กุญแจสำคัญของการปฏิเสธเชิงบวก คือ การเคารพนับถือในตนเองและสิ่งที่สำคัญ ซึ่งต่างจากการตามใจตัวเอง ขณะเดียวกันก็แตกต่างจากการโต้แย้ง เพราะต้องแสดงความนับถือผู้อื่น เป็นการยืนอยู่บนฝ่าเท้าตัวเอง มิใช่ไปเหยียบลงบนเท้าผู้อื่น (คงเห็นภาพนะครับ)</p>
<p>ตัวอย่างของผู้นำระดับโลกที่ใช้ความสามารถในการปฏิเสธเป็นเคล็ดลับสำคัญสู่ความสำเร็จ คือ วอร์เรน บัฟเฟตต์ อภิมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งผู้แทนที่บิล เกตส์ไปแล้ว ได้เปิดเผยว่า เขาจะนั่งอ่านและพิจารณาโครงการลงทุนต่างๆ ตลอดทั้งวัน และเพียงแต่พูดคำว่า ไม่ ไม่ ไม่ และ ไม่ จนกว่าจะค้นพบโครงการที่ตรงกับความต้องการจริงๆ จึงจะพูดคำว่า ใช่ สรุปว่าที่ชีวิตของวอร์เรน บัฟเฟตต์ประสบความสำเร็จมาได้ทุกวันนี้ ก็เพราะพูดคำว่า ‘ใช่’ เพียงไม่กี่ครั้งในชีวิต และบอกการปฏิเสธออกไปนับพันๆ ครั้ง</p>
<p>โปรดจำไว้ว่า การปฏิเสธคือ การบอกผู้อื่นถึงสิ่งที่เขาไม่อยากรับฟัง ดังนั้น การให้เกียรติจะทำให้เขาเปิดรับและเข้าใจในสิ่งที่คุณต้องการสื่อสารมากขึ้น แทนที่จะละทิ้งมันไปโดยไม่สนใจรับฟัง ทั้งยังช่วยลดปฏิกิริยารุนแรง และเปิดโอกาสให้เกิดการตอบรับในทางบวกมากขึ้น ยิ่งตั้งใจที่จะปฏิเสธอย่างเด็ดขาดมากเท่าไร ยิ่งต้องให้เกียรติมากขึ้นเท่านั้น</p>
<p>การให้เกียรติเป็นการยอมรับผู้อื่นในราคาต้นทุนต่ำสุด แต่ได้รับผลตอบแทนสูงสุด จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ปรัชญาขององค์กรชั้นนำระดับโลก จะให้ความสำคัญแก่การให้เกียรติพนักงาน คู่ค้า ชุมชน และลูกค้า</p>
<p>การให้เกียรติเป็นกุญแจไขประตูความคิดและจิตใจของผู้อื่น สังเกตดูง่าย คนที่มีบุคลิกนอบน้อมถ่อมตน ให้เกียรติทุกคน ก็จะเป็นที่ยอมรับแก่ทุกคนเช่นกัน และยังสามารถเข้าไปนั่งในใจของทุกคนได้อย่างง่ายดาย ดังนั้น การให้เกียรติจึงไม่เป็นเพียงสิ่งที่ควรทำ แต่ยังเป็นสิ่งที่ทำแล้วได้ผลสูงสุดโดยเฉพาะในยามที่ต้องปฏิเสธ<br />
คุณคงให้เกียรติตนเองและคนรอบข้างอยู่เสมอๆ นะครับ!</p>
<p>ผู้เขียน : <span style="COLOR: #0000ff"><strong>****ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ซีอีโอผู้นำพุทธวิถีมาประยุกต์ใช้ในการบริหารงานอย่างลงตัว จนเกิดกระแส การตลาดสีขาว White Ocean Strategy สร้างพลังและแรงบันดาลใจให้ทั้งหน่วยงานภาครัฐและ เอกชนให้หันมาสนใจในเรื่องพลังของสมองซีกขวา คุณธรรมและจริยธรรม ล่าสุดได้นำเสนอแนวคิด DQ (Dharma Quotient) ปัญญาที่เห็นธรรมชาติตามความเป็นจริง แก่นแท้ของการใช้ชีวิตและการบริหารงาน อย่างมีความสุขอ่านข้อมูลย้อนหลังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ CEO </strong></span></p>
<p><span style="COLOR: #0000ff"><strong>ที่มา : นสพ.กรุงเทพธุรกิจ <a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/guru/20081215/5439/%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%B3-%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD-%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%B9%E0%B8%94%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88!.html">http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/guru/20081215/5439</a></strong></span></p>
<img src="http://www.krurem.com/?ak_action=api_record_view&id=57&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.krurem.com/ohh-talks/%e0%b8%a8%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%9b%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%b3-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad-%e0%b8%81%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิธีคิด วิธีทำงาน ในวันนี้</title>
		<link>http://www.krurem.com/ohh-talks/75/</link>
		<comments>http://www.krurem.com/ohh-talks/75/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 20 Sep 2009 14:05:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>OHH</dc:creator>
				<category><![CDATA[เก็บมาเล่า]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.krurem.com/?p=75</guid>
		<description><![CDATA[วิธีคิด วิธีทำงาน ในวันนี้   ในวันนี้ ฉันจะเป็นมิตรกับทุกคนที่ทำงานด้วยให้มากที่สุด จะปฏิบัติเสมือนหนึ่งว่าคนเหล่านั้นมีส่วนให้ฉันได้ทำงานที่นี่ต่อไป และขอขอบคุณที่มีพวกเขาเป็นเพื่อนร่วมงาน ในวันนี้ ฉันจะไม่ทำตัวเป็นคนช่างตำหนิติเตียน จะพยายามมองเห็นข้อดีในทุกสถานการณ์ และหาข้อดีมาชมเชยทุกคนในที่ทำงานด้วย   ในวันนี้ ฉันจะไม่ยืนกรานว่าทุกสิ่งฉันทำ จะต้องสมบูรณ์เพียบพร้อม จะไม่พยายามทำลายสถิติความเร็วใดๆ จะทำงานทุกอย่างตรงหน้าเต็มกำลังความสามารถ แต่ไม่ใช่ด้วยความรู้สึกบีบคั้นจนทุกข์ทรมาน ในวันนี้ ฉันคิดว่าตนเองมีความสามารถพอที่จะทำงานในความรับผิดชอบ จะไม่มัวมาตั้งคำถามอย่างไม่จบสิ้นว่า มีตำแหน่งที่เหมาะสม และได้รับคุ้มค่าเหนื่อยแล้วหรือ ในวันนี้ ฉันจะรู้สึกปลาบปลื้มที่ได้อยู่ในสังคมและยุคสมัย ที่ไม่ต้องทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำ ในสภาพอันโหดร้ายทารุณ และขอบคุณที่ได้อยู่ในประเทศเสรี ที่ไม่มีใครมากะเกณฑ์ใช้งานได้                                                                          ในวันนี้                          ฉันจะรู้สึกมีความสุขที่ได้ทำงาน                                                 และสุขกายสบายใจที่ไม่ต้องออกไปต่อสู้ในสนามรบ                                                             หรือเจ็บป่วยจนต้องรอเข้าห้องผ่าตัด ในวันนี้ ฉันจะไม่คาดหวังให้ใครมาทำดีกับฉัน จะไม่เปรียบเทียบรายได้หรือสถานภาพ ของตนเองกับผู้อื่น จะพอใจอย่างที่ฉันเป็นอยู่ ในวันนี้ ฉันจะไม่คอยเป็นห่วงว่า “แล้วฉันจะได้อะไรจากงานนี้” จะคิดเพียงว่า วันนี้ฉันจะเข้าไปมีส่วนช่วยในเรื่องต่างๆได้อย่างไรบ้าง ในวันนี้ เมื่อฉันออกจากที่ทำงานฉันจะไม่มัวครุ่นคิดว่าได้ทำงานไปมากแค่ไหนหรือยัง ทำอะไรไม่เสร็จ แต่จะนึกถึงเวลาค่ำที่รออยู่ และรู้สึกขอบคุณสำหรับงานที่ทำสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี หมายเหตุ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center"><strong><span style="text-decoration: underline;">วิธีคิด วิธีทำงาน ในวันนี้</span></strong><strong></strong></p>
<p style="text-align: left;"><img class="alignnone size-full wp-image-77" title="positive thinking" src="http://www.krurem.com/wp-content/uploads/2009/09/positive-thinking.jpg" alt="positive thinking" width="300" height="300" /> </p>
<p><strong>ในวันนี้</strong><br />
ฉันจะเป็นมิตรกับทุกคนที่ทำงานด้วยให้มากที่สุด<br />
จะปฏิบัติเสมือนหนึ่งว่าคนเหล่านั้นมีส่วนให้ฉันได้ทำงานที่นี่ต่อไป<br />
และขอขอบคุณที่มีพวกเขาเป็นเพื่อนร่วมงาน</p>
<p><span id="more-75"></span></p>
<p align="right"><strong>ในวันนี้</strong><br />
ฉันจะไม่ทำตัวเป็นคนช่างตำหนิติเตียน<br />
จะพยายามมองเห็นข้อดีในทุกสถานการณ์<br />
และหาข้อดีมาชมเชยทุกคนในที่ทำงานด้วย</p>
<p align="center"> </p>
<p><strong>ในวันนี้</strong><br />
ฉันจะไม่ยืนกรานว่าทุกสิ่งฉันทำ จะต้องสมบูรณ์เพียบพร้อม<br />
จะไม่พยายามทำลายสถิติความเร็วใดๆ<br />
จะทำงานทุกอย่างตรงหน้าเต็มกำลังความสามารถ<br />
แต่ไม่ใช่ด้วยความรู้สึกบีบคั้นจนทุกข์ทรมาน</p>
<p align="right"><strong>ในวันนี้</strong><br />
ฉันคิดว่าตนเองมีความสามารถพอที่จะทำงานในความรับผิดชอบ<br />
จะไม่มัวมาตั้งคำถามอย่างไม่จบสิ้นว่า มีตำแหน่งที่เหมาะสม<br />
และได้รับคุ้มค่าเหนื่อยแล้วหรือ</p>
<p><strong>ในวันนี้</strong><br />
ฉันจะรู้สึกปลาบปลื้มที่ได้อยู่ในสังคมและยุคสมัย<br />
ที่ไม่ต้องทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำ ในสภาพอันโหดร้ายทารุณ<br />
และขอบคุณที่ได้อยู่ในประเทศเสรี ที่ไม่มีใครมากะเกณฑ์ใช้งานได้</p>
<p align="right">             <strong>                                                            ในวันนี้ </strong></p>
<p align="right">                         ฉันจะรู้สึกมีความสุขที่ได้ทำงาน<br />
                                                และสุขกายสบายใจที่ไม่ต้องออกไปต่อสู้ในสนามรบ<br />
                                                            หรือเจ็บป่วยจนต้องรอเข้าห้องผ่าตัด</p>
<p align="center"><strong>ในวันนี้</strong><strong></strong></p>
<p align="center">ฉันจะไม่คาดหวังให้ใครมาทำดีกับฉัน<br />
จะไม่เปรียบเทียบรายได้หรือสถานภาพ<br />
ของตนเองกับผู้อื่น จะพอใจอย่างที่ฉันเป็นอยู่<strong></strong></p>
<p align="right"><strong>ในวันนี้</strong><br />
ฉันจะไม่คอยเป็นห่วงว่า “แล้วฉันจะได้อะไรจากงานนี้”<br />
จะคิดเพียงว่า วันนี้ฉันจะเข้าไปมีส่วนช่วยในเรื่องต่างๆได้อย่างไรบ้าง</p>
<p><strong>ในวันนี้</strong><br />
เมื่อฉันออกจากที่ทำงานฉันจะไม่มัวครุ่นคิดว่าได้ทำงานไปมากแค่ไหนหรือยัง<br />
ทำอะไรไม่เสร็จ แต่จะนึกถึงเวลาค่ำที่รออยู่<br />
และรู้สึกขอบคุณสำหรับงานที่ทำสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี</p>
<p><span style="color: #ff9900;">หมายเหตุ : เป็นบทแปลและเรียบเรียงจากข้อเขียนของ นอร์แมน วินเซนต์ พีล<br />
จากหนังสือเรื่อง “ความคิดเชิงบวก”</span></p>
<img src="http://www.krurem.com/?ak_action=api_record_view&id=75&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.krurem.com/ohh-talks/75/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>3 Birds</title>
		<link>http://www.krurem.com/ohh-talks/3-birds/</link>
		<comments>http://www.krurem.com/ohh-talks/3-birds/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 21 Sep 2009 12:29:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>OHH</dc:creator>
				<category><![CDATA[เก็บมาเล่า]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.krurem.com/?p=83</guid>
		<description><![CDATA[ท่ามกลางความอบอ้าวของตลาดนัดจตุจักร  ชายหนุ่มหลุดจาก ความเบียดเสียดของคนที่เดินผ่านไปมาเข้าไปในร้านแห่งหนึ่งขึ้นป้ายขายนกแก้วสามตัว ชายหนุ่ม ‘ นกแก้วตัวนี้เท่าไหร่ครับ ‘ เด็กสาว ‘ หนึ่งหมื่นบาทคะ ‘ ชายหนุ่ม (ตะลึง) ‘ โอ้โห ทำไมแพงขนาดนี้ ‘ เด็กสาว ‘ ไม่แพงเลยคะ กับความสามารถระดับนี้ ‘ ชายหนุ่ม (ยิ้มประชด) ‘ ราคาขนาดนี้ต้องเล่นคอมพิวเตอร์เป็นแน่ๆ ‘ เด็กสาว ‘ ใช่คะ ทราบได้ไงคะ ‘ ชายหนุ่ม ‘ แล้วตัวนี้หละครับ หนึ่งหมื่นเหมือนกันใช่มั้ย ‘ เด็กสาว ‘ สองหมื่นบาทคะ ‘ ชายหนุ่ม (สะดุ้ง ดึงนิ้วที่กำลังจะไปเขี่ยนกเล่นกลับคืน) เด็กสาว ‘ ตัวนี้ใช้ดาต้าเบสเป็นคะ ‘ ชายหนุ่ม – (กระพริบตา เรียกสติสัมปชัญญะตนเองกลับคืนมา) ‘ เล่น SQL [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignnone size-full wp-image-86" title="3birds" src="http://www.krurem.com/wp-content/uploads/2009/09/3birds.jpg" alt="3birds" width="500" height="354" /></p>
<p>ท่ามกลางความอบอ้าวของตลาดนัดจตุจักร  ชายหนุ่มหลุดจาก ความเบียดเสียดของคนที่เดินผ่านไปมาเข้าไปในร้านแห่งหนึ่งขึ้นป้ายขายนกแก้วสามตัว</p>
<p><span id="more-83"></span></p>
<p>ชายหนุ่ม ‘ นกแก้วตัวนี้เท่าไหร่ครับ ‘<br />
เด็กสาว ‘ หนึ่งหมื่นบาทคะ ‘<br />
ชายหนุ่ม (ตะลึง) ‘ โอ้โห ทำไมแพงขนาดนี้ ‘<br />
เด็กสาว ‘ ไม่แพงเลยคะ กับความสามารถระดับนี้ ‘<br />
ชายหนุ่ม (ยิ้มประชด) ‘ ราคาขนาดนี้ต้องเล่นคอมพิวเตอร์เป็นแน่ๆ ‘<br />
เด็กสาว ‘ ใช่คะ ทราบได้ไงคะ ‘<br />
ชายหนุ่ม ‘ แล้วตัวนี้หละครับ หนึ่งหมื่นเหมือนกันใช่มั้ย ‘<br />
เด็กสาว ‘ สองหมื่นบาทคะ ‘<br />
ชายหนุ่ม (สะดุ้ง ดึงนิ้วที่กำลังจะไปเขี่ยนกเล่นกลับคืน)<br />
เด็กสาว ‘ ตัวนี้ใช้ดาต้าเบสเป็นคะ ‘<br />
ชายหนุ่ม – (กระพริบตา เรียกสติสัมปชัญญะตนเองกลับคืนมา) ‘ เล่น SQL เป็น’ (รำพึง)<br />
เด็กสาว ‘ แน่นอนคะ จะให้ใช้ dBase เหรอคะ คุณนี่เชยจัง ‘<br />
ชายหนุ่ม ‘แล้วตัวสุดท้ายหละครับ ดูท่าทางไม่น่าจะฉลาดมาก ‘<br />
เด็กสาว ‘ สามหมื่นบาทคะ ‘<br />
ชายหนุ่ม ‘แม่เจ้าโวย ‘ (สุดที่จะระงับความรู้สึกได้แล้ว)<br />
เด็กสาว ‘ คะ ‘<br />
ชายหนุ่ม ‘ ตัวนี้ต้องเล่นเน็ตเวิร์คได้แน่เลย’<br />
เด็กสาว ‘ ไม่ใช่คะ ‘<br />
ชายหนุ่ม ‘ แล้วตัวสุดท้ายนี่มีความสามารถอะไร ‘<br />
เด็กสาว ‘ เอ่อ…ไม่ทราบเหมือนกันคะ ‘<br />
ชายหนุ่ม ‘อ้าว แล้วทำไมตั้งราคาสูงกว่าสองตัวนั้นอีก ‘<br />
เด็กสาว ‘ หนูเองก็ไม่เคยเห็นกับตาว่านกตัวนี้ทำอะไรได้’<br />
ชาย หนุ่ม ‘..???..’<br />
เด็กสาว ‘ ส่วนใหญ่นกตัวนี้จะอยู่เฉยๆ ไม่เห็นทำอะไรเป็นเรื่องเป็นราว ‘<br />
ชายหนุ่ม ‘..??..’<br />
เด็กสาว ‘ แต่หนูเห็นเจ้านกสองตัวแรกเรียกนกตัวนี้ว่า หัวหน้า ค่ะ</p>
<img src="http://www.krurem.com/?ak_action=api_record_view&id=83&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.krurem.com/ohh-talks/3-birds/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เรื่อง (แปล) ดีๆ ที่น่าอ่านให้จบค่ะ</title>
		<link>http://www.krurem.com/ohh-talks/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b9%81%e0%b8%9b%e0%b8%a5-%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b9%86-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://www.krurem.com/ohh-talks/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b9%81%e0%b8%9b%e0%b8%a5-%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b9%86-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 21 Sep 2009 23:16:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>OHH</dc:creator>
				<category><![CDATA[เก็บมาเล่า]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.krurem.com/?p=91</guid>
		<description><![CDATA[ขอขอบคุณ Sawat Phanchana สำหรับเรื่อง (แปล) ดีๆ ที่น่าอ่านให้จบค่ะ เรื่องมีอยู่ว่า&#8230;.. ชายคนหนึ่งเคยลงโทษลูกสาววัย 5 ขวบของเขา เพราะนำเงินไปซื้อกระดาษห่อของขวัญสีทองม้วนหนึ่งซึ่งมีราคาแพง   ในขณะที่การเงินที่บ้านฝืดเคือง และเค้าก็อารมณ์เสียอีกครั้งเมื่อลูกสาวของเขานำกระดาษสีทองราคาแพงนั้น มาห่อกล่องของขวัญเพียงเพื่อตกแต่งไว้ใต้ต้นคริสต์มาส แต่กระนั้น&#8230;ลูกสาวตัวน้อยก็ได้มอบกล่องของขวัญนั้นให้พ่อของเธอในเช้าวันรุ่งขึ้น และพูดว่า ของขวัญชิ้นนี้สำหรับพ่อค่ะ หนูทำด้วยความตั้งใจเลยนะคะ พ่อของเธอกระอักกระอ่วนกับอาการที่ได้แสดงออกไปก่อนหน้านี้   แต่แล้วความโกรธก็ได้พุ่งพล่านขึ้นอีกครั้งเมื่อเขาพบว่ามันเป็นเพียงกล่องเปล่า เขาพูดด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราดว่า “ลูกไม่รู้จริงๆ อย่างนั้นหรือว่าการจะให้ของขวัญใคร มันจะต้องมีอะไรอยู่ในกล่องของขวัญด้วย?” เด็กน้อยมองไปที่พ่อของเธอด้วยน้ำตาและพูดว่า “โอ&#8230;พ่อจ๋า ! มันไม่ใช่กล่องเปล่าเลยนะคะ หนูเป่าจูบเข้าไปจนเต็มกล่องเลยค่ะ” ชายคนนั้นก็สะอึก และตัวชาด้วยความเสียใจ เขาทรุดตัวลงแล้วโอบกอดลูกสาวไว้แน่น เขาขอให้ลูกสาวยกโทษให้เขา กับท่าทางโกรธเกรี้ยวเกินเหตุของเขา    ต่อมาไม่นานอุบัติเหตุก็ได้คร่าชีวิตลูกสาวของชายคนนั้นไป   และว่ากันว่าเขาเก็บกล่องของขวัญสีทองล้ำค่านั้น ไว้ข้างเตียงตลอดชีวิตของเขาเลยทีเดียว และเมื่อใดก็ตามที่เขารู้สึกท้อแท้ใจหรือต้องเผชิญกับปัญหาที่ยากเย็นแสนเข็ญ   เขาจะเปิดกล่องใบนี้เพื่อหยิบจูบในจินตนาการขึ้นมาหนึ่งจูบ แล้วรำลึกถึงความรักของลูกน้อย ที่ได้ใส่จูบนั้นไว้ให้เขา ในความเป็นจริง ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง พวกเราทุกคนล้วนได้รับกล่องของขวัญสีทองซึ่งบรรจุด้วยความรัก ที่ปราศจากเงื่อนไข  และรอยจูบจากลูก ๆ, ครอบครัว และเพื่อน ๆ   ไม่มีสมบัติใด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ขอขอบคุณ Sawat Phanchana สำหรับเรื่อง (แปล) ดีๆ ที่น่าอ่านให้จบค่ะ</p>
<p><strong><span style="color: #000080;"><img class="alignnone size-full wp-image-98" title="present" src="http://www.krurem.com/wp-content/uploads/2009/09/present.jpg" alt="present" width="300" height="300" /></span></strong></p>
<p><strong><span style="color: #000080;">เรื่องมีอยู่ว่า&#8230;..<br />
ชายคนหนึ่งเคยลงโทษลูกสาววัย 5 ขวบของเขา เพราะนำเงินไปซื้อกระดาษห่อของขวัญสีทองม้วนหนึ่งซึ่งมีราคาแพง<br />
</span></strong><span id="more-91"></span> </p>
<p>ในขณะที่การเงินที่บ้านฝืดเคือง และเค้าก็อารมณ์เสียอีกครั้งเมื่อลูกสาวของเขานำกระดาษสีทองราคาแพงนั้น มาห่อกล่องของขวัญเพียงเพื่อตกแต่งไว้ใต้ต้นคริสต์มาส</p>
<p>แต่กระนั้น&#8230;ลูกสาวตัวน้อยก็ได้มอบกล่องของขวัญนั้นให้พ่อของเธอในเช้าวันรุ่งขึ้น และพูดว่า ของขวัญชิ้นนี้สำหรับพ่อค่ะ หนูทำด้วยความตั้งใจเลยนะคะ</p>
<p>พ่อของเธอกระอักกระอ่วนกับอาการที่ได้แสดงออกไปก่อนหน้านี้</p>
<p> </p>
<p>แต่แล้วความโกรธก็ได้พุ่งพล่านขึ้นอีกครั้งเมื่อเขาพบว่ามันเป็นเพียงกล่องเปล่า เขาพูดด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราดว่า “ลูกไม่รู้จริงๆ อย่างนั้นหรือว่าการจะให้ของขวัญใคร มันจะต้องมีอะไรอยู่ในกล่องของขวัญด้วย?”</p>
<p>เด็กน้อยมองไปที่พ่อของเธอด้วยน้ำตาและพูดว่า “โอ&#8230;พ่อจ๋า ! มันไม่ใช่กล่องเปล่าเลยนะคะ หนูเป่าจูบเข้าไปจนเต็มกล่องเลยค่ะ”</p>
<p>ชายคนนั้นก็สะอึก และตัวชาด้วยความเสียใจ เขาทรุดตัวลงแล้วโอบกอดลูกสาวไว้แน่น</p>
<p>เขาขอให้ลูกสาวยกโทษให้เขา กับท่าทางโกรธเกรี้ยวเกินเหตุของเขา </p>
<p> </p>
<p>ต่อมาไม่นานอุบัติเหตุก็ได้คร่าชีวิตลูกสาวของชายคนนั้นไป</p>
<p> </p>
<p>และว่ากันว่าเขาเก็บกล่องของขวัญสีทองล้ำค่านั้น ไว้ข้างเตียงตลอดชีวิตของเขาเลยทีเดียว และเมื่อใดก็ตามที่เขารู้สึกท้อแท้ใจหรือต้องเผชิญกับปัญหาที่ยากเย็นแสนเข็ญ</p>
<p> </p>
<p>เขาจะเปิดกล่องใบนี้เพื่อหยิบจูบในจินตนาการขึ้นมาหนึ่งจูบ แล้วรำลึกถึงความรักของลูกน้อย ที่ได้ใส่จูบนั้นไว้ให้เขา</p>
<p>ในความเป็นจริง ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง</p>
<p>พวกเราทุกคนล้วนได้รับกล่องของขวัญสีทองซึ่งบรรจุด้วยความรัก ที่ปราศจากเงื่อนไข  และรอยจูบจากลูก ๆ, ครอบครัว และเพื่อน ๆ<br />
 </p>
<p>ไม่มีสมบัติใด ล้ำค่าไปกว่านี้อีกแล้ว</p>
<p>เพื่อนคือของขวัญ ผู้ซึ่งพยุงให้เรายืนขึ้นด้วยเท้า เมื่อปีกของเราไม่รู้ว่าจะบินอย่างไร<br />
มองโลกในแง่ดี และปฏิบัติดี</p>
<p> </p>
<h2>ฉันขอขอบคุณ&#8230;.</h2>
<p>สำหรับสามีที่นอนกรนทั้งคืน เพราะนั่นหมายถึงเขากำลังหลับอยู่ที่บ้านกับฉัน ไม่ใช่กับผู้หญิงอื่น</p>
<p>สำหรับลูกสาววัยรุ่นที่กำลังบ่นเรื่องล้างจานอยู่ เพราะนั่นหมายถึงเธออยู่บ้าน ไม่ใช่ที่ถนน</p>
<p>สำหรับภาษีที่ต้องเสีย เพราะนั่นหมายถึงฉันมีงานทำ</p>
<p>สำหรับข้าวของต่างๆ ที่ต้องคอยเก็บหลังงานปาร์ตี้ เพราะนั่นหมายถึงฉันถูกห้อมล้อมด้วยเพื่อนฝูง</p>
<p>สำหรับเสื้อผ้าที่พอดีจนเกือบจะคับเกินไป เพราะนั่นหมายถึงฉันยังมีกิน</p>
<p>สำหรับเงาที่คอยมองดูฉันทำงาน เพราะนั่นหมายถึงฉันกำลังได้รับแสงแดด</p>
<p>สำหรับพื้นที่ต้องคอยขัดถู และหน้าต่างที่ต้องทำความสะอาด เพราะนั่นหมายถึงฉันมีบ้านให้ดูแลรักษา</p>
<p>สำหรับคำบ่นต่าง ๆ ที่มีต่อรัฐบาล เพราะนั่นหมายถึงเรามีอิสระ ในการที่จะแสดงความคิดเห็น</p>
<p>สำหรับไฟเขียวที่ฉันขับไปไม่ทันและติดไฟแดงเป็นคันแรก เพราะนั้นหมายถึงฉันจะได้ไปเป็นคันแรกในรอบต่อไป</p>
<p>สำหรับที่จอดรถที่อยู่ไกลสุดของลานจอดรถ เพราะนั่นหมายถึงฉันสามารถเดินได้ และฉันมีรถ</p>
<p>สำหรับผ้ากองโตที่รอการซักรีด เพราะนั่นหมายถึงฉันมีเสื้อผ้าสวมใส่</p>
<p>สำหรับความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าทุกสิ้นวัน เพราะนั่นหมายถึงฉันสามารถทำงานหนักได้</p>
<p>สำหรับเสียงปลุกในทุก ๆ เช้า เพราะนั่นหมายถึงฉันยังมีชีวิตอยู่</p>
<p>และสุดท้าย&#8230;&#8230;.</p>
<p>สำหรับอีเมล์ที่ส่งมาหาฉันมากมาย เพราะนั่นหมายถึงฉันมีเพื่อน ๆ</p>
<p>เพื่อนที่ไม่เคยทิ้งกัน </p>
<p>ขอบคุณทุกๆคนมากที่เป็นกำลังใจให้มาตลอด</p>
<p>และขอบคุณพระเจ้าที่ทำให้ฉันและครอบครัวมีวันนี้</p>
<p> </p>
<p>เพื่อนที่ทำให้รู้จักคำว่า เพื่อนรัก<br />
ขอบคุณ ขอบคุณจริง ๆ <br />
สวัสดี<br />
 <br />
&#8220;Now fear the LORD and serve him with all faithfulness. Throw away the gods your forefathers worshiped beyond the River and in Egypt,<br />
and serve the LORD. But if serving the LORD seems undesirable to you, then choose for yourselves this day whom you will serve,<br />
whether the gods your forefathers served beyond the River, or the gods of the Amorites, in whose land you are living.<br />
But as for me and my household, we will serve the LORD.&#8221; Joshua 24:14-15</p>
<p> </p>
<p>จาก <a href="http://www.gracezone.org/index.php/motivate/239-2009-01-18-16-08-51">http://www.gracezone.org/index.php/motivate/239-2009-01-18-16-08-51</a></p>
<img src="http://www.krurem.com/?ak_action=api_record_view&id=91&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.krurem.com/ohh-talks/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b9%81%e0%b8%9b%e0%b8%a5-%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b9%86-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ขนมคุ๊กกี้หนึ่งห่อ</title>
		<link>http://www.krurem.com/ohh-talks/%e0%b8%82%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b9%8a%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b6%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%ad/</link>
		<comments>http://www.krurem.com/ohh-talks/%e0%b8%82%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b9%8a%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b6%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%ad/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 22 Sep 2009 15:47:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>OHH</dc:creator>
				<category><![CDATA[เก็บมาเล่า]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.krurem.com/?p=105</guid>
		<description><![CDATA[ที่สนามบินนานาชาติระดับโลก มีนักธุรกิจหญิงแต่งตัวดี  จำเป็นต้องรอเวลาถึง3 ชั่วโมง ในการเปลี่ยนเครื่องบินเพื่อไปจุดหมายปลายทาง เธอจึงตัดสินใจเดินไปซื้อหนังสือ 1 เล่ม และคุ๊กกี้ 1 ห่อ และเตรียมหาที่นั่งเพื่ออ่านและกิน ฆ่าเวลาไปพลาง ๆ เธอสอดส่ายมองหาที่นั่งได้ 1 แห่ง เมื่อนั่งลงก็เตรียมหนังสือและคุ๊กกี้ เพื่ออ่านและกินไปพลาง ๆ เธอสังเกตเห็นว่าข้าง ๆ เธอมีชายหนุ่ม ซึ่งนั่งเหยียดกายอย่างไม่สนใจใคร ว่าจะมีใครนั่งอยู่ข้าง ๆ เขา สักครู่หนึ่ง ขณะที่เธออ่านหนังสือ ชายหนุ่มก็หยิบขนมคุ๊กกี้ออกจากถุง ซึ่งวางอยู่ระหว่างคนทั้งสอง แล้วกินมันอย่างละชิ้น เธอมองด้วยความโกรธ แต่ไม่ต้องการทำเรื่องวุ่นวาย เธอจึงทำเป็นไม่สนใจ เธอเริ่มรู้สึกเบื่อที่จะกินคุ๊กกี้และเฝ้ามองนาฬิกา ในขณะที่ชายหนุ่มซึ่งเป็นผู้ขโมยไร้ยางอาย กำลังกินมันให้หมดสิ้นไป เธอเริ่มโมโหและคิดในใจว่า &#8220;ถ้าฉันไม่ใช่ผู้ดีมีการศึกษาแล้วละก็&#8230;. ฉันจะชกหน้าเจ้าหมอนี้ให้แหลกไปเลย&#8221; ทุกครั้งที่เธอหยิบกิน 1 ชิ้น ชายหนุ่มก็หยิบมันกิน 1 ชิ้น  ทั้งสองส่งสายตามองกัน เมื่อคุ๊กกี้เหลือเพียงชิ้นสุดท้าย  เธอหยุดและอยากรู้ว่าชายหนุ่มจะทำอย่างไร ชายหนุ่มค่อย ๆ หยิบคุ๊กกี้ชิ้นสุดท้ายแล้วหักออกเป็น 2 ชิ้น  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ที่สนามบินนานาชาติระดับโลก มีนักธุรกิจหญิงแต่งตัวดี  จำเป็นต้องรอเวลาถึง3 ชั่วโมง ในการเปลี่ยนเครื่องบินเพื่อไปจุดหมายปลายทาง<br />
เธอจึงตัดสินใจเดินไปซื้อหนังสือ 1 เล่ม และคุ๊กกี้ 1 ห่อ และเตรียมหาที่นั่งเพื่ออ่านและกิน ฆ่าเวลาไปพลาง ๆ</p>
<p><img class="alignnone size-full wp-image-106" title="cookies" src="http://www.krurem.com/wp-content/uploads/2009/09/cookies.jpg" alt="cookies" width="300" height="300" /></p>
<p><span id="more-105"></span>เธอสอดส่ายมองหาที่นั่งได้ 1 แห่ง เมื่อนั่งลงก็เตรียมหนังสือและคุ๊กกี้ เพื่ออ่านและกินไปพลาง ๆ เธอสังเกตเห็นว่าข้าง ๆ เธอมีชายหนุ่ม<br />
ซึ่งนั่งเหยียดกายอย่างไม่สนใจใคร ว่าจะมีใครนั่งอยู่ข้าง ๆ เขา</p>
<p>สักครู่หนึ่ง ขณะที่เธออ่านหนังสือ ชายหนุ่มก็หยิบขนมคุ๊กกี้ออกจากถุง ซึ่งวางอยู่ระหว่างคนทั้งสอง แล้วกินมันอย่างละชิ้น เธอมองด้วยความโกรธ แต่ไม่ต้องการทำเรื่องวุ่นวาย เธอจึงทำเป็นไม่สนใจ</p>
<p>เธอเริ่มรู้สึกเบื่อที่จะกินคุ๊กกี้และเฝ้ามองนาฬิกา ในขณะที่ชายหนุ่มซึ่งเป็นผู้ขโมยไร้ยางอาย กำลังกินมันให้หมดสิ้นไป<br />
เธอเริ่มโมโหและคิดในใจว่า &#8220;ถ้าฉันไม่ใช่ผู้ดีมีการศึกษาแล้วละก็&#8230;. ฉันจะชกหน้าเจ้าหมอนี้ให้แหลกไปเลย&#8221;</p>
<p>ทุกครั้งที่เธอหยิบกิน 1 ชิ้น ชายหนุ่มก็หยิบมันกิน 1 ชิ้น  ทั้งสองส่งสายตามองกัน เมื่อคุ๊กกี้เหลือเพียงชิ้นสุดท้าย  เธอหยุดและอยากรู้ว่าชายหนุ่มจะทำอย่างไร ชายหนุ่มค่อย ๆ หยิบคุ๊กกี้ชิ้นสุดท้ายแล้วหักออกเป็น 2 ชิ้น  ส่งให้เธอครึ่งชิ้นและกินเองครึ่งชิ้น</p>
<p>เธอรับจากชายหนุ่มอย่างรวดเร็วและคิดในใจว่า  &#8220;เขาช่างเป็นคนไร้มารยาทสุดๆ ช่างไร้การศึกษา ไม่มีแม้แต่พูดขอบคุณสักคำ&#8221;</p>
<p>เธอลุกขึ้นหยิบข้าวของทั้งหมดแล้วตรงไปยังประตูขึ้นเครื่อง  ไม่แม้แต่เหลียวหลังกลับมามองหัวขโมยผู้ไร้มารยาทซึ่งยังนั่งอยู่ที่เดิม<br />
ภายหลังจากขึ้นเครื่องและนั่งประจำที่อย่างสบายแล้ว เธอก็หยิบหนังสือที่อ่านค้างอยู่ขึ้นมาอีกครั้ง  ในขณะที่หยิบหนังสือจากกระเป๋า ก็พบว่ามีขนมคุ๊กกี้ 1 ห่อ เธอตกใจมาก  ถ้าคุ๊กกี้ของฉันยังอยู่ที่นี่ ก็แปลว่า&#8230;..</p>
<p>คุ๊กกี้ห่อนั้นเป็นของชายหนุ่มที่แบ่งให้เธอกิน!!!</p>
<p>เธอลุกขึ้นทันที แล้ววิ่งออกจากเครื่องบินไปยังที่นั่งของชายหนุ่ม  แต่คงเหลือแต่ที่นั่งว่างเปล่า มันสายไปเสียแล้วที่จะได้ขอโทษชายหนุ่ม ระหว่างเดินกลับเข้าเครื่อง เธอรู้สึกเจ็บปวดหัวใจ เธอนั่นเองที่ไร้มารยาท  เป็นหัวขโมยที่ไร้การศึกษาตัวจริง</p>
<p>มีกี่ครั้งในชีวิตของคนเรา ที่ค้นพบในภายหลังว่า  สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันไม่ใช่เรื่องจริง มันเป็นการเข้าใจผิด  มีกี่ครั้งในชีวิตที่เราขาดความไว้วางใจผู้อื่น  และทำให้เราตัดสินผู้อื่นจากความคิดเย่อหยิ่งของเราเอง  ซึ่งห่างไกลจากความเป็นจริงมากมาย</p>
<p>นี่แหละที่ทำให้เราต้องคิดซ้ำแล้วซ้ำอีกก่อนตัดสินผู้อื่น  หลาย ๆ สิ่งไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น ควรมองผู้อื่นในแง่ดี แล้วคอยสังสัยตัวเองว่า</p>
<p>&#8220;เรามองโลกในแง่ดีพอแล้วหรือยัง?<br />
เราเคยแบ่งปันอะไรแก่คนอื่นบ้างหรือไม่&#8221;</p>
<img src="http://www.krurem.com/?ak_action=api_record_view&id=105&type=feed" alt="" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.krurem.com/ohh-talks/%e0%b8%82%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b9%8a%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b6%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%ad/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>5</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

